
กลยุทธิ์สร้างแบรนด์ให้น่าจดจำ
คำตอบโดยสรุป
กลยุทธิ์สร้างแบรนด์ให้น่าจดจำ เริ่มต้น สร้างแบรนด์ ให้ติดตลาดและเกิดภาพจำ ในช่วงแรกอาจยากนิดนึง เพราะต้องศึกษาคู่แข่งในท้องตลาดก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง...
กลยุทธิ์สร้างแบรนด์ให้น่าจดจำ เริ่มต้นสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดและเกิดภาพจำ ในช่วงแรกอาจยากนิดนึง เพราะต้องศึกษาคู่แข่งในท้องตลาดก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง ดังนั้น การสร้างแบรนด์ต้องมีความละเอียด รอบคอบ วิเคราะห์คู่แข่ง พร้อมวางแผนการสร้างแบรนด์อย่างมีชั้นเชิง ฉะนั้น วันนี้จะมาแชร์กลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้น่าจดจำง่าย ๆ เพื่อให้ทุกคนได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สารบัญ
กลยุทธ์สร้างแบรนด์ให้น่าจดจำ
1.ตั้งชื่อแบรนด์ให้สั้น กระชับ
ชื่อแบรนด์เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าคุณภาพของตัวสินค้าเลยล่ะ จึงต้องตั้งชื่อแบรนด์ให้เข้าใจง่าย อ่านง่าย ตรงกับความหมายของสินค้า หรือการบริการ ไม่ก่อให้เกิดความสับสน ดังนั้น สิ่งที่ต้องคำนึกก็คือ ชื่อแบรนด์ ต้องสั้น กระชับ และต้องตั้งชื่อแบรนด์ไม่ให้ซ้ำกับแบรนด์ของคนอื่นด้วย
2.สร้างความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์
การสร้างแบรนด์ให้มีความแตกต่างภายใต้ความคิดสร้างสรรค์คือสิ่งสำคัญมาก ดังนั้น ต้องสร้างแบรนด์ไม่ให้ซ้ำคนอื่น หรือทำให้แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดเดียวกัน เสริมภาพลักษณ์เชิงบวก สร้างเอกลักษณ์ที่เหนือคู่แข็ง ถึงแม้จะยากแต่ถ้าทำออกมาได้รับรองคุ้มค่า และได้รับการตอบรับที่ดีแน่นอน
3.สร้างโลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์
นอกจากชื่อแบรนด์แล้ว โลโก้นับว่าเป็นจุดขายอีกอย่างหนึ่งของการสร้างแบรนด์ ซึ่งต้องสร้างการจำได้ง่าย และสอดคล้องกับชื่อแบรนด์ พร้อมกับสื่อความหมายสื่อถึงสินค้า หรือบริการอย่างชัดเจน ตลอดจนโลโก้ต้องมีสีสันสวย สะดุดตา ทำให้เกิดภาพจำได้เร็วขึ้น
4.ผลิตภัณฑ์โดดเด่น
เมื่อผลิตภัณฑ์ดึงดูสายตาผู้บริโภค ทำให้เกิดแรงจูงใจในการหยิบสินค้าของคุณขึ้นมาดู และอ่านรายละเอียดบนผลิตภัณฑ์ เพราะฉะนั้น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ต้องมีความน่าสนใจ ทั้งสีสัน ลวดลาย อีกทั้งต้องออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องให้เข้ากับตัวสินค้าด้วย
5.สร้าง viral ให้น่าจดจำ
การสร้างแบรนด์ให้สวยงามหรือน่าจดจำง่ายขนาดไหน แต่ถ้าไม่มีการนำเสนอ หรือทำให้ผู้อื่นรู้จักก็ไร้ผล วิธีแสนง่ายดายมากที่สุดต้องสร้าง Viral ให้คนทั่วไปรับรู้ ซึ่งปัจจุบันช่องทางออนไลน์ได้รับความนิยมและทำได้ง่าย แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องพยายามคิดให้แตกต่าง มีความสร้างสรรค์ พร้อมทั้งต้องจุดกระแสหรือเข้าเทรนด์ ณ ปัจจุบันให้ดีเท่านั้น
เครื่องมือการสร้างแบรนด์ให้น่าจดจำ
นอกจากมีสินค้าเพื่อนำมาวางจำหน่ายแล้ว ต่อมาต้องทำการตลาดเพื่อเพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทำโฆษณาให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งเครื่องมือการสร้างแบรนด์มีหลายรูปแบบ ได้แก่
1.เครื่องมือในการทำ SEO
การสร้างแบรนด์ ต้องเลือกใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพ สามารถพัฒนาเว็บไซต์ คอนเทนต์ และเนื้อหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีร ดังนั้น การทำ SCO บนเว็บไซต์เพื่อให้คอนเทนต์ติดหน้าแรกของ Search Engine หรืออยู่ในลำดับต้น ๆ ของการค้นหาผ่าน Google ซึ่ง SEO เป็นช่องทางที่หลาย ๆ คนให้ความสำคัญ ด้วยความสามารถช่วยดันเว็บไซต์ให้เกิดผู้เข้าชม เปิดโอกาสให้เกิดการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มมากขึ้นด้วย
2.เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล
นอกจากการสร้างแบรนด์ที่ดี ต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลเว็บไซต์ สามารถใช้ Digital Marketing Analytics Tools เก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปวิเคราะห์ และต่อยอดการทำ Data- Driven Marketing ซึ่งมีผลต่อการทำธุรกิจออนไลน์เป็นอย่างมาก นอกจากที่แบรนด์ของคุณมีเว็บไซต์ และแอพพลิเคชันเพื่อโปรโมตสินค้าแล้ว ยังเป็นแหล่งเก็บข้อมูล เพื่อนำ Customer Data ไปประเมินและสร้างแคมเปญการตลาดในครั้งต่อไปได้ถูกทาง กระตุ้นยอดขาย และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าต่อไป
3.เครื่องมือสำหรับทำคอนเทนต์
คอนเทนต์เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแบรนด์ เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนบทความ วิดีโอ รูปภาพ อัลบั้มรูปภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยนักการตลาดจะต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ และช่องทางที่ลูกค้าใช้บนโลกออนไลน์ เพื่อให้คอนเทนต์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากที่สุด
4.เครื่องมือโซเชียลมีเดีย
โซเชียลมีเดียมีความจำเป็นนต่อการสร้างแบรนด์ และกระจายการรับรู้ได้แบบกว้างขวาง ซึ่งสามารถนำเสนอสินค้า และบริการได้ดีไม่แพ้กับเว็บไซต์ นอกจากที่นักการตลาดดิจิทัลสามารถทำการตลาดผ่านคอนเทนต์ได้หลายรูปแบบแล้ว ยังสามารถติดต่อกับลูกค้าผ่านช่องทาง Message ได้ แถมยังสามารถ Live Streaming เพิ่มความใกล้ชิดระหว่างตัวแบรนด์และลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม ดังนั้น ช่องทางยอดนิยมที่ได้รับการตอบรับก็คือ Facebook, Tiktok และ Line oa ซึ่งแต่ละช่องทางล้วนแฝงไปด้วยกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ถ้าคอนเท้นต์ของคุณทำออกมาได้ตรงจุด ก็จะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการได้
5.Ad Facebook
Facebook Ads คือ โฆษณาออนไลน์บน Facebook ซึ่งคนทั่วไปก็สามารถสร้างโฆษณาและทำแคมเปญเองได้ไม่ยาก ด้วยการใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของ Facebook ทั้งนี้ มาดูกันว่า 5 ฟีเจอร์เด็ดของ Facebook Ads ที่นักการตลาดทุกคนควรรู้มีอะไรบ้าง
5 ฟีเจอร์เด็ดของ Facebook Ads
1. Facebook Pixel
เป็นฟีเจอร์สำหรับใช้วัดผลการยิงแอดโฆษณา หรือใครจะนำไปใช้วัดผลของ Organic Posts ก็ได้เหมือนกัน โดยหลักการแล้ว Facebook Pixel คือโค้ดชุดหนึ่ง ผู้ใช้งานสามารถก๊อบปี้โค้ดนี้ไปติดตั้งบนเว็บไซต์ธุรกิจของพวกเขา จากนั้น Facebook ก็จะคอยติดตามเก็บบันทึกข้อมูล และรายงานพฤติกรรมของคนที่เข้ามาในเว็บผ่านโฆษณาชิ้นดังกล่าวให้ทราบ เพื่อนำมาวิเคราะห์และพัฒนาคอนเท้นต์ต่อไป
2. Location Targeting
ฟีเจอร์นี้ใช้ง่ายและช่วยให้เล็งเป้าหมายในการโฆษณาได้แม่นยำ แต่คนส่วนใหญ่ที่ยิงโฆษณาด้วย Facebook Ads มักมองข้าม และไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงการตั้งค่า “ตำแหน่งที่ตั้ง” (Location) เพราะเห็นว่าค่าเริ่มต้น (Default) ที่ระบบเซ็ตมาให้ ซึ่งก็คือ “ทุกคนที่อยู่ในตำแหน่งที่ตั้งนี้” เพื่อจำกัดขอบเขตของกลุ่มลุกค้าที่ต้องการ
3. Campaign Budget Optimization (CBO)
เป็นฟีเจอร์ในการจัดการงบประมาณโฆษณาแบบอัตโนมัติ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์โดยรวมที่ดีที่สุด แค่กำหนดงบไว้จำนวนหนึ่ง แล้วระบบของ Facebook Ads จะรับหน้าที่จัดสรรใช้งบในแคมเปญให้อัตโนมัติ สามารถใช้ได้ทั้งงบโฆษณาแบบต่อวันและตลอดอายุการใช้งาน
ตัวอย่างการเช่น มีโฆษณาที่กำลังใช้งานอยู่ 2 ชุดในแคมเปญนี้ ระบบจะจัดสรรงบส่วนใหญ่ไปให้กับโฆษณาชุดที่มีผลลัพธ์โดยรวมดีที่สุดให้เอง ส่วนโฆษณาชุดที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่าก็จะได้รับงบน้อยลง ซึ่งคุณจะตั้งค่า CBO ในระหว่างที่สร้างแคมเปญใหม่ หรือจะเข้าไปเปิดใช้งานในแคมเปญที่มีอยู่เดิมก็ได้
4. Lookalike Audience
เป็นฟีเจอร์ที่ช่วยค้นหากลุ่มเป้าหมายที่มีความคล้ายกันกับเป้าหมายเดิมของคุณ (หรือลูกค้าในปัจจุบัน) แต่ในการสร้างกลุ่ม Lookalike Audience ต้องเลือกกลุ่มเป้าหมายต้นแบบ หรือกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดเอง (Custom Audience) ขึ้นมาก่อน ด้วยการดึงข้อมูลของลูกค้าชั้นดีออกมาจาก Conversions ใน Facebook Pixel ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแคมเปญของคุณ ส่งโฆษณาไปยังกลุ่มผู้ที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าและบริการของคุณด้วย
5. Publisher List & Block List
Publisher List รายงาน URLs ที่โฆษณาไปปรากฏสู่สายตาลูกค้า ทั้งบนวิดีโอแบบสตรีมของ FB และ IG แบนเนอร์ Instant Articles และ Audience Network อื่นที่มีการติดตั้งโค้ดเพื่อแสดงโฆษณาของ Facebook โดยผู้ใช้งาน Facebook Ads สามารถเข้าไปดาวน์โหลดรายการผู้เผยแพร่แบบแยกแพลตฟอร์ม เพื่อใช้ในการปรับแต่งรายการคัดกรองผู้เผยแพร่ให้เหมาะสมกับโฆษณาของตนได้
บทความแนะนำ
-
10 อุปกรณ์ไอที ของคนยุคใหม่ปี 2023
-
อุปกรณ์สำนักงานที่ขาดไม่ได้ ต้องมีทุกบริษัท!!
-
5 อันดับเครื่องปริ้นเตอร์ งบ 5,000 คุณภาพหลักแสน
สรุป
ทั้งนี้ กลยุทธิ์การสร้างแบรนด์ ยังต้องเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อีกมากมาย และบทความนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้แบรนด์ของคุณเป็นที่น่าจดจำเพิ่มขึ้นได้ แต่ในอนาคตต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลุกค้า จำเป็นต้องเปิดโลกกว้างเพื่อหาเครื่องมือต่าง ๆ มาช่วยผลักดันธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และสำหรับแบรนด์ได้ที่ต้องการอุปกรณ์สำนักงานไปอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์สำนักงานขั้นพื้นฐาน อุปกรณ์ไอทีและเทคโนโลยี อุปกรณ์เสริมการทำงานด้านอื่น ๆ สามารถเลือกชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ IamOffice เป็นเว็บไซต์ศูนย์รวมสินค้าต่าง ๆ สำหรับนักธุรกิจที่ต้องการสร้างแบรนด์ และทุกหน่วยงาน เรียกได้ว่า IamOffice เป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างแบรนด์ ที่คอยสนับสนุน และอำนวยความสะดวกด้านอุปกรณ์และเครื่องมือในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม
โทร : 02-9220291
Line : @iamoffice
Facebook : @iamofficeshop
บทความที่เกี่ยวข้อง

เลือกเทป OPP กับเทปใส ให้เหมาะกับงาน
เทปกาว เป็นอุปกรณ์สำนักงานและวัสดุสิ้นเปลืองที่หลายธุรกิจต้องใช้อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการปิดซองเอกสาร ติดกระดาษ ซ่อมแซมเอกสาร หรือปิดกล่องพัสดุเพื่อเตรียมจัดส่ง แม้เทปแต่ละชนิดจะมีหน้าที่พื้นฐานเหมือนกัน แต่รูปแบบการใช้งานและคุณสมบัติของเทปแต่ละประเภทแตกต่างกัน

ของใช้สำนักงานชิ้นเล็ก เบื้องหลังความสำเร็จงานใหญ่
มีประชุมสำคัญในอีก 10 นาที! เอกสารพิมพ์เสร็จแล้ว แต่… ลวดเสียบหรือลวดเย็บกระดาษหมด! สิ่งที่ตามมาคือ ต้องรีบวิ่งหาร้านสะดวกซื้อในละแวกใกล้เคียง เสียทั้งเวลา เสียทั้งโอกาส และอาจทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพลดลง เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้งานสะดุด ไม่ใช่ความสามารถของคน แต่เป็น... ความไม่พร้อมของอุปกรณ์สำนักงานนั่นเอง

เอกสารเยอะ ไม่รก! ถ้าเลือกแฟ้ม Elephant
เอกสารสำคัญอย่างใบเสนอราคา, ใบสั่งซื้อ, ใบเสร็จ, สัญญา, รายงาน, เอกสารบัญชี หรือเอกสารภายในองค์กร เมื่อเอกสารเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ตามมาคือ โต๊ะทำงานที่เริ่มแน่น ตู้เก็บเอกสารพื้นที่เต็ม และเวลาค้นหาเอกสารแต่ละชุดค่อนข้างนาน ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ด้วย “การเลือกวิธีจัดเก็บที่เหมาะกับประเภทของเอกสาร”