วิธีเลือก Access Point ให้เหมาะกับงาน
Access Point (AP) คืออุปกรณ์กระจายสัญญาณ Wi-Fi ที่ต่อเข้ากับเครือข่ายสายแลนที่มีอยู่แล้ว เหมาะกับออฟฟิศ โรงแรม ร้านอาหาร คลังสินค้า และอาคารที่เราเตอร์ตัวเดียวครอบคลุมไม่ทั่ว ต่างจากเราเตอร์ตรงที่ AP ไม่ได้ทำหน้าที่แจกไอพีเอง แต่เน้นขยายพื้นที่สัญญาณให้เครือข่ายเดิมอย่างเป็นระบบ
- ติดตั้งภายในหรือภายนอกอาคาร: งานในอาคารใช้รุ่น Indoor อย่าง Aruba Instant On AP11/AP12/AP15 หรือ D-Link DAP-X2810 ได้เลย แต่ถ้าต้องกระจายสัญญาณลานจอดรถ สวน หรือพื้นที่กลางแจ้ง ต้องเลือกรุ่น Outdoor ที่ทนสภาพอากาศอย่าง DAP-3666 โดยเฉพาะ
- มาตรฐานและความหนาแน่นผู้ใช้: พื้นที่ที่มีผู้ใช้พร้อมกันมาก เช่น ห้องประชุมใหญ่หรือพื้นที่บริการลูกค้า ควรเลือกรุ่น Wi-Fi 6 อย่าง DAP-X2850 หรือ DAP-X2810 ส่วนจุดที่ผู้ใช้เบาบาง รุ่น 11ac Wave 2 อย่าง Aruba AP11 ยังตอบโจทย์ในงบที่เบากว่า
- รูปแบบการติดตั้ง: AP ส่วนใหญ่ออกแบบให้ติดเพดานเพื่อกระจายสัญญาณรอบทิศ แต่ถ้าเป็นโรงแรมหรืออาคารที่มีท่อสายแลนฝังผนังอยู่แล้ว รุ่น Wall-Plate อย่าง DAP-2622 ติดแทนหน้ากากปลั๊กแลนเดิมได้เลย งานเรียบร้อยไม่ต้องเดินสายใหม่
- ระบบบริหารจัดการ: ถ้าติดตั้งหลายตัว ให้เลือกตระกูลที่จัดการรวมศูนย์ได้ เช่น D-Link Nuclias Connect หรือ Aruba Instant On ที่คุมทุกตัวจากหน้าจอเดียว ตั้งชื่อเครือข่าย แยก Wi-Fi แขกกับพนักงาน และดูสถานะได้โดยไม่ต้องไล่ตั้งค่าทีละเครื่อง
- การจ่ายไฟผ่านสายแลน (PoE): จุดติดตั้งบนเพดานมักไม่มีปลั๊กไฟ AP ส่วนใหญ่จึงรองรับ PoE คือรับไฟผ่านสายแลนเส้นเดียวกับข้อมูล อย่าลืมเช็กว่าสวิตช์ที่มีอยู่จ่าย PoE ได้ หรือต้องซื้อ PoE Injector เพิ่ม
คำถามที่พบบ่อย
Access Point ต่างจาก Repeater อย่างไร? Repeater รับสัญญาณ Wi-Fi แล้วส่งต่อ ทำให้ความเร็วลดลงตามระยะ ส่วน AP รับข้อมูลผ่านสายแลนโดยตรงแล้วปล่อยเป็น Wi-Fi ใหม่เต็มประสิทธิภาพ จึงเหมาะกับงานที่ต้องการความเสถียรจริงจังมากกว่า
ต้องใช้ AP กี่ตัวถึงจะพอ? ขึ้นกับขนาดพื้นที่ วัสดุผนัง และจำนวนผู้ใช้ หลักคร่าวๆ คือหนึ่งตัวต่อโซนทำงานหนึ่งโซน แล้ววางให้พื้นที่สัญญาณซ้อนกันเล็กน้อย ถ้าอาคารซับซ้อนควรทำ Site Survey หรือปรึกษาผู้ติดตั้งก่อนสั่งซื้อจำนวนมาก