วิธีเลือกบัตรตอกเวลาให้เหมาะกับงาน
บัตรตอกเวลาเป็นวัสดุสิ้นเปลืองคู่กับเครื่องตอกบัตรที่ฝ่ายบุคคลของโรงงาน ร้านค้า และสำนักงานต้องสั่งซื้อประจำทุกเดือน แม้หน้าตาบัตรจะคล้ายกันหมด แต่บัตรแต่ละแบบออกแบบมาให้เข้ากับเครื่องเฉพาะรุ่น เลือกผิดแล้วตำแหน่งพิมพ์จะเหลื่อม อ่านเวลาไม่ได้ หรือเครื่องดึงบัตรไม่เข้า
- ยี่ห้อและรุ่นของเครื่องตอกบัตรที่ใช้อยู่: นี่คือเกณฑ์ข้อแรกและสำคัญที่สุด บัตรสำหรับเครื่อง AMANO, SEIKO, NIPPO และ VERTEX มีตำแหน่งช่องพิมพ์และรอยบากไม่เหมือนกัน แม้แต่ SEIKO เองยังแยกเป็นบัตรรุ่นเก่ากับ New SEIKO ที่ใช้แทนกันไม่ได้ ก่อนสั่งให้ดูรุ่นเครื่องหรือถ่ายรูปบัตรใบเดิมเทียบเสมอ
- รูปแบบรอบการจ่ายเงินเดือน: บัตรตอกเวลาส่วนใหญ่แบ่งช่องเป็นรายเดือนหรือรายครึ่งเดือน ให้เลือกให้ตรงกับรอบคำนวณค่าแรงของกิจการ เพื่อไม่ต้องใช้บัตรสองใบต่อพนักงานหนึ่งคนในหนึ่งรอบ
- จำนวนช่องตอกต่อวัน: ถ้าพนักงานตอกแค่เข้า-ออก ใช้บัตรแบบพื้นฐานได้ แต่ถ้ามีพักเที่ยงหรือทำงานล่วงเวลาที่ต้องตอกแยก ควรเลือกบัตรที่มีช่องตอกต่อวันมากพอ ไม่เช่นนั้นเวลาโอทีจะไปทับช่องอื่นจนตรวจสอบยาก
- ปริมาณการสั่งต่อครั้ง: บัตรตอกเวลาเป็นของใช้แล้วหมดไปทุกเดือน คำนวณง่ายๆ คือจำนวนพนักงานคูณจำนวนเดือนที่อยากสต๊อก การสั่งเผื่อไว้หลายเดือนช่วยไม่ให้เกิดเหตุบัตรหมดกลางรอบ ซึ่งทำให้บันทึกเวลาขาดช่วง
- คุณภาพเนื้อกระดาษ: บัตรต้องแข็งพอที่เครื่องจะดึงเข้าตรงตำแหน่งทุกครั้ง และผิวต้องรับหมึกชัด บัตรที่บางหรืออมความชื้นจะทำให้เครื่องติดขัดบ่อย เสียเวลาหน้าเครื่องช่วงพนักงานเข้างานพร้อมกัน
คำถามที่พบบ่อย
ใช้บัตรต่างยี่ห้อกับเครื่องได้ไหม? ไม่แนะนำ แม้บัตรบางแบบจะเสียบเข้าเครื่องได้ แต่ตำแหน่งช่องพิมพ์มักไม่ตรง ทำให้เวลาไปพิมพ์ทับเส้นหรือผิดวัน ซึ่งสร้างปัญหาตอนคำนวณค่าแรงมากกว่าที่ประหยัดได้ ให้ใช้บัตรที่ระบุว่ารองรับเครื่องรุ่นนั้นโดยตรง
เครื่อง SEIKO ต้องใช้บัตรรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่? ดูจากบัตรใบเดิมที่ใช้อยู่เป็นหลัก บัตร SEIKO รุ่นเก่า กับ New SEIKO มีเลย์เอาต์ต่างกัน ถ้าไม่แน่ใจให้เทียบตำแหน่งรอยบากและช่องพิมพ์กับบัตรเดิม หรือแจ้งรุ่นเครื่องมาสอบถามก่อนสั่ง